ปฎิทินวัฒนธรรม
ประเพณีบุญผะเหวดเทศน์มหาชาติวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม
จำนวนผู้ชม 914 ครั้ง
o๓
มี.ค. ๖๖
o๗
มี.ค. ๖๖
o๓
มี.ค. ๖๖
o๗
มี.ค. ๖๖
o๓
มี.ค. ๖๖
o๗
มี.ค. ๖๖
o๓
มี.ค. ๖๖
o๗
มี.ค. ๖๖
o๓
มี.ค. ๖๖
o๗
มี.ค. ๖๖
ประเพณีบุญผะเหวดเทศน์มหาชาติวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม
มูลเหตุการจัดงาน
คำว่า บุญผะเหวด นั้น ออกเสียงตามภาษาอีสาน มาจากคำว่า บุญพระเวสสันดร หรือ บุญมหาชาตินั่นเอง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชาวไทยอีสานและชาวไทยล้านช้าง (ลาวครั่ง ลาวเวียง)อพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้กวาดต้อนชาวลาวตั้งถิ่นฐานที่คลองสวนหมาก แต่หลักฐานที่เด่นชัดคือ เหตุการณ์ประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่พระองค์ทรงพบชาวลาวผมแดง ที่บ้านแสนดอ อ.ขาณุวรลักษบุรี นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีชาวชาติพันธ์ล้านช้างอาศัยอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว
นับตั้งแต่อดีตปัจจุบันชาวชาติพันธ์ล้านช้างเหล่านั้นได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดกำแพงเพชร อาจกล่าวได้ว่าทุกๆอำเภอของจังหวัดกำแพงเพชรล้วนแต่มีชาวไทยชาติพันธ์ล้านช้างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้คนยังมีภาษาพูดประเพณีวัฒนธรรมความเป็นชาวล้านช้างอยู่เต็มเปี่ยม แต่เนื่องด้วยระยะเวลาที่ยาวนานของการอพยพถิ่นฐาน ทำให้จารีตประเพณี ฮีต๑๒คอง๑๔ เริ่มเลือนหายไปจากล้านช้างจังหวัดกำแพงเพชร ยังคงมีให้เห็นเฉพาะบุญบั้งไฟในบางพื้นที่เท่านั้น
ด้วยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่ตรัสว่า “การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ” พระมหาอภิชาติ กิตฺติวรญฺญู เจ้าอาวาสวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม จึงได้ริเริ่มฟื้นฟูประเพณีฟังเทศน์มหาชาติขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา เพื่อรวมจิตใจชาวไทยล้านช้างจังหวัดกำแพงเพชรรวมไปถึงจังหวัดใกล้เคียงให้เป็นหนึ่งเดียว จนเป็นที่รู้จักในแถบลุ่มแม่น้ำปิงว่า นอกจากภาคอีสานแล้ว นี่คืองานบุญมหาชาติ หรือบุญผะเหวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ งดงามและยิ่งใหญ่ตามจารีตประเพณี เพื่อให้สมกับคำว่า บุญผะเหวดคือบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาบุญ๑๒ เดือนของชาวล้านช้าง และยิ่งมีเพียงหนึ่งเดียวของภาคเหนือด้วยแล้ว ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
ลำดับขั้นตอนและพิธีกรรม
บุญผะเหวดวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม บ้านทุ่งสนุ่น กำหนดจัดงานในสัปดาห์ที่ ๑ หรือที่ ๒ ในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยบุญผะเหวดของที่นี่ได้รวมเอาบุญกุ้มข้าวใหญ่ หรือบุญสู่ขวัญข้าวไว้ด้วย จึงใช้ระยะเวลา ๕ วัน ในการจัดงาน ดังมีรายละเอียดดังนี้
ก่อนจะถึงงานบุญ ๑ เดือน ชาวบ้านต้องออกไปช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อนำมาสร้างพระธาตุรวงข้าว หรือเจดีย์ข้าวเปลือกให้แล้วเสร็จก่อนงาน ใช้เวลาทำประมาณ ๑ เดือน เมื่อใกล้ถึงวันงานพุทธศาสนิกชนมาช่วยกันจัดตกแต่งศาลาหรือสถานที่ที่จะทำบุญ จัดเตรียมเครื่องสักการะ ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอก อย่างละพันก้อน มีการตั้งธงใหญ่ ไว้แปดทิศ และมีศาลเล็กๆ เป็นที่เก็บข้าวพันก้อน และเครื่องคาวหวาน สำหรับ ผี เปรต และมารรอบๆ ศาลาการเปรียญจะแขวนผ้าผะเหวด เป็นเรื่องราวของพระเวสสันดร ตั้งแต่กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์สุดท้าย
๒ วันแรกของงาน มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรม ถือศีล ภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา ไปตลอดทั้งวัน
เข้าสู่วันที่ ๓ ของการจัดงาน จะมีพิธีอัญเชิญพระอุปคุต มาปกป้องคุ้มครองมิให้เกิดเหตุเภทภัยอันตรายทั้งปวง ซึ่งสมมุติว่า อัญเชิญมาจาก สะดือทะเล เพื่อมาปกป้องงานบุญนี้ให้ปราศจากอุปสรรคอันตราย เหมือนดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยได้นิมนต์ท่านมาพิทักษ์รักษางานฉลองพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วทั้งชมพูทวีป เมื่อนำพระอุปคุตมายังสถานที่แล้วก็ตกแต่งสร้างหอพระอุปคุตไว้ในงาน จัดสำรับภัตตาหารไว้ทุกเช้า จนกว่าจะเสร็จงาน
เมื่อถึงวันที่ ๔ ของการจัดงาน ซึ่งเป็นวันที่เป็น Hightlight ของการจัดงาน ช่วงเช้าจะมีการฟังพระธรรมเทศนา “นิทานนางโภสพ” เพื่อเฉลิมฉลองกองข้าวใหญ่(กุ้มข้าวใหญ่)จากนั้นประกอบ พิธีสู่ขวัญข้าว แจกจ่ายพันธ์ุข้าวเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมงาน ต่อด้วยการออกร้านโรงทานมากกว่า ๑๐๐ โรงทาน แจกจ่ายข้าวปลาอาหารเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้เข้าร่วมงาน
เมื่อถึงเวลา ๑๓ .๐๐ น. เข้าสู่พิธีฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดกแบบแหล่ไทยภาคกลางจากพระนักเทศน์ชื่อดังระดับประเทศหมุนเวียนมาแสดงธรรมให้ฟังกันทุกปี เสร็จแล้ว เวลา๑๖.๐๐ น. จะเป็นพิธีแห่พระเวสสันดร ตกแต่งด้วยริ้วขบวนแห่โดยชาวล้านช้างในลุ่มน้ำปิงในแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัด จะมาฟ้อนรำช่วยกันแห่พระเวสสันดรซึ่งนี่คือขบวนแห่พระเวสสันดรที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคเหนือเลยทีเดียว
เข้าสู่วันที่ ๕ ของการจัดงาน เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ ประชาชนผู้เฒ่าผู้แก่จะตกแต่ง ข้าวพันก้อนบูชาตามเสาธงพระเวสสันดร ที่ปักรายล้อมบริเวณพิธี “ ข้าวพันก้อน ” หมายถึง ข้าวเหนียวทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อบูชากันณฑ์เทศน์ นอกจากนี้ยังมีธงทิวอีก ๑,๐๐๐ ผืนซึ่งมีจุดประสงค์ให้ครบ ๑,๐๐๐ คาถาเหมือน จากนั้น เวลา ๐๕.๓๐ น. เข้าสู่พิธีเทศน์สังกาช เทศน์สังกาช ก็คือการเทศน์บอกศักราช นับวันเดือนปีที่จะแสดงมหาเวสสันดรชาดก เมื่อถึงเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.จึงจะเริ่มพิธี ฟังเทศน์มหาชาติแบบภาคอีสาน หรือแหล่อีสาน ๓ ธรรมาสน์ โดยใช้เวลาเทศน์ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. เป็นพิธีปิดงาน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของการจัดงาน ประชาชนผู้คนจะหลั่งไหลกันเข้ามาในงานเพื่อมาชมมหรสพสมโภชปิดงานคืนสุดท้ายด้วยหมอลำวงใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเฉลิมฉลองทุกปี เริ่มแสดงตั้งแต่ ๓ ทุ่มจนถึง ๖ โมงเช้าของอีกวัน โดยวันรุ่งขึ้นจึงจะมีการอัญเชิญพระอุปคุตกลับสู่มหาสมุทร ถือว่าเสร็จสิ้นงานบุญผะเหวดโดยสมบูรณ์
แหล่งอ้างอิง:
มูลเหตุการจัดงาน
คำว่า บุญผะเหวด นั้น ออกเสียงตามภาษาอีสาน มาจากคำว่า บุญพระเวสสันดร หรือ บุญมหาชาตินั่นเอง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชาวไทยอีสานและชาวไทยล้านช้าง (ลาวครั่ง ลาวเวียง)อพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้กวาดต้อนชาวลาวตั้งถิ่นฐานที่คลองสวนหมาก แต่หลักฐานที่เด่นชัดคือ เหตุการณ์ประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่พระองค์ทรงพบชาวลาวผมแดง ที่บ้านแสนดอ อ.ขาณุวรลักษบุรี นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า จังหวัดกำแพงเพชรมีชาวชาติพันธ์ล้านช้างอาศัยอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว
นับตั้งแต่อดีตปัจจุบันชาวชาติพันธ์ล้านช้างเหล่านั้นได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดกำแพงเพชร อาจกล่าวได้ว่าทุกๆอำเภอของจังหวัดกำแพงเพชรล้วนแต่มีชาวไทยชาติพันธ์ล้านช้างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้คนยังมีภาษาพูดประเพณีวัฒนธรรมความเป็นชาวล้านช้างอยู่เต็มเปี่ยม แต่เนื่องด้วยระยะเวลาที่ยาวนานของการอพยพถิ่นฐาน ทำให้จารีตประเพณี ฮีต๑๒คอง๑๔ เริ่มเลือนหายไปจากล้านช้างจังหวัดกำแพงเพชร ยังคงมีให้เห็นเฉพาะบุญบั้งไฟในบางพื้นที่เท่านั้น
ด้วยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่ตรัสว่า “การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ” พระมหาอภิชาติ กิตฺติวรญฺญู เจ้าอาวาสวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม จึงได้ริเริ่มฟื้นฟูประเพณีฟังเทศน์มหาชาติขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา เพื่อรวมจิตใจชาวไทยล้านช้างจังหวัดกำแพงเพชรรวมไปถึงจังหวัดใกล้เคียงให้เป็นหนึ่งเดียว จนเป็นที่รู้จักในแถบลุ่มแม่น้ำปิงว่า นอกจากภาคอีสานแล้ว นี่คืองานบุญมหาชาติ หรือบุญผะเหวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ งดงามและยิ่งใหญ่ตามจารีตประเพณี เพื่อให้สมกับคำว่า บุญผะเหวดคือบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาบุญ๑๒ เดือนของชาวล้านช้าง และยิ่งมีเพียงหนึ่งเดียวของภาคเหนือด้วยแล้ว ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
ลำดับขั้นตอนและพิธีกรรม
บุญผะเหวดวัดทุ่งสนุ่นรัตนาราม บ้านทุ่งสนุ่น กำหนดจัดงานในสัปดาห์ที่ ๑ หรือที่ ๒ ในเดือนมีนาคมของทุกปี โดยบุญผะเหวดของที่นี่ได้รวมเอาบุญกุ้มข้าวใหญ่ หรือบุญสู่ขวัญข้าวไว้ด้วย จึงใช้ระยะเวลา ๕ วัน ในการจัดงาน ดังมีรายละเอียดดังนี้
ก่อนจะถึงงานบุญ ๑ เดือน ชาวบ้านต้องออกไปช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อนำมาสร้างพระธาตุรวงข้าว หรือเจดีย์ข้าวเปลือกให้แล้วเสร็จก่อนงาน ใช้เวลาทำประมาณ ๑ เดือน เมื่อใกล้ถึงวันงานพุทธศาสนิกชนมาช่วยกันจัดตกแต่งศาลาหรือสถานที่ที่จะทำบุญ จัดเตรียมเครื่องสักการะ ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอก อย่างละพันก้อน มีการตั้งธงใหญ่ ไว้แปดทิศ และมีศาลเล็กๆ เป็นที่เก็บข้าวพันก้อน และเครื่องคาวหวาน สำหรับ ผี เปรต และมารรอบๆ ศาลาการเปรียญจะแขวนผ้าผะเหวด เป็นเรื่องราวของพระเวสสันดร ตั้งแต่กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์สุดท้าย
๒ วันแรกของงาน มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรม ถือศีล ภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา ไปตลอดทั้งวัน
เข้าสู่วันที่ ๓ ของการจัดงาน จะมีพิธีอัญเชิญพระอุปคุต มาปกป้องคุ้มครองมิให้เกิดเหตุเภทภัยอันตรายทั้งปวง ซึ่งสมมุติว่า อัญเชิญมาจาก สะดือทะเล เพื่อมาปกป้องงานบุญนี้ให้ปราศจากอุปสรรคอันตราย เหมือนดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยได้นิมนต์ท่านมาพิทักษ์รักษางานฉลองพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ แห่งทั่วทั้งชมพูทวีป เมื่อนำพระอุปคุตมายังสถานที่แล้วก็ตกแต่งสร้างหอพระอุปคุตไว้ในงาน จัดสำรับภัตตาหารไว้ทุกเช้า จนกว่าจะเสร็จงาน
เมื่อถึงวันที่ ๔ ของการจัดงาน ซึ่งเป็นวันที่เป็น Hightlight ของการจัดงาน ช่วงเช้าจะมีการฟังพระธรรมเทศนา “นิทานนางโภสพ” เพื่อเฉลิมฉลองกองข้าวใหญ่(กุ้มข้าวใหญ่)จากนั้นประกอบ พิธีสู่ขวัญข้าว แจกจ่ายพันธ์ุข้าวเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมงาน ต่อด้วยการออกร้านโรงทานมากกว่า ๑๐๐ โรงทาน แจกจ่ายข้าวปลาอาหารเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้เข้าร่วมงาน
เมื่อถึงเวลา ๑๓ .๐๐ น. เข้าสู่พิธีฟังเทศน์มหาเวสสันดรชาดกแบบแหล่ไทยภาคกลางจากพระนักเทศน์ชื่อดังระดับประเทศหมุนเวียนมาแสดงธรรมให้ฟังกันทุกปี เสร็จแล้ว เวลา๑๖.๐๐ น. จะเป็นพิธีแห่พระเวสสันดร ตกแต่งด้วยริ้วขบวนแห่โดยชาวล้านช้างในลุ่มน้ำปิงในแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัด จะมาฟ้อนรำช่วยกันแห่พระเวสสันดรซึ่งนี่คือขบวนแห่พระเวสสันดรที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคเหนือเลยทีเดียว
เข้าสู่วันที่ ๕ ของการจัดงาน เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๔.๓๐ ประชาชนผู้เฒ่าผู้แก่จะตกแต่ง ข้าวพันก้อนบูชาตามเสาธงพระเวสสันดร ที่ปักรายล้อมบริเวณพิธี “ ข้าวพันก้อน ” หมายถึง ข้าวเหนียวทำเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อบูชากันณฑ์เทศน์ นอกจากนี้ยังมีธงทิวอีก ๑,๐๐๐ ผืนซึ่งมีจุดประสงค์ให้ครบ ๑,๐๐๐ คาถาเหมือน จากนั้น เวลา ๐๕.๓๐ น. เข้าสู่พิธีเทศน์สังกาช เทศน์สังกาช ก็คือการเทศน์บอกศักราช นับวันเดือนปีที่จะแสดงมหาเวสสันดรชาดก เมื่อถึงเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.จึงจะเริ่มพิธี ฟังเทศน์มหาชาติแบบภาคอีสาน หรือแหล่อีสาน ๓ ธรรมาสน์ โดยใช้เวลาเทศน์ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. เป็นพิธีปิดงาน เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของการจัดงาน ประชาชนผู้คนจะหลั่งไหลกันเข้ามาในงานเพื่อมาชมมหรสพสมโภชปิดงานคืนสุดท้ายด้วยหมอลำวงใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเฉลิมฉลองทุกปี เริ่มแสดงตั้งแต่ ๓ ทุ่มจนถึง ๖ โมงเช้าของอีกวัน โดยวันรุ่งขึ้นจึงจะมีการอัญเชิญพระอุปคุตกลับสู่มหาสมุทร ถือว่าเสร็จสิ้นงานบุญผะเหวดโดยสมบูรณ์
Add to Calendar
เดินทาง 

